Infographic กองทุนสิ่งแวดล้อม

1
« 1 ของ 12 »

การประชุมสิ้นสุดผลการดำเนินงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีในการจัดการขยะเกาะหลีเป๊ะอย่างยั่งยืน

กองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม จัดให้มีการประชุมสิ้นสุดผลการดำเนินงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีในการจัดการขยะเกาะหลีเป๊ะอย่างยั่งยืน วงเงิน 3,897,710 บาท โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 2 ปี 6 เดือน ( 1 มิ.ย. 59 – 1 ธ.ค. 61 ) ดำเนินการโดย มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ3R) ในระหว่างวันที่ 30-31 ม.ค. 2562 ณ พื้นที่ดำเนินโครงการ เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล

โครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์และตัวชี้วัด ซึ่งโครงการสำเร็จผลอย่างดีโดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ โรงเรียน ชุมชน และนักท่องเที่ยว

งานมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ “G – Green” ระดับประเทศ

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 กองบริหารงานกองทุนสิ่งแวดล้อม ได้เข้าร่วมงานมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ “G – Green” ระดับประเทศ เพื่อเชิดชูและประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดย พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการเปิดงาน และนายรัชฏา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ขึ้นกล่าวรายงาน

ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ เป็นการมอบรางวัลเพื่อเชิดชูเกียรติแก่สถานประกอบการโอทอป โรงแรม และสำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ได้รับรางวัล G-Green ระดับดีเยี่ยม (ระดับทอง) จำนวน 91 ราย และมีผู้ที่ได้รับรางวัลประเภททั้งหมดแบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

1.โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) มีสถานประกอบการที่ผ่านการรับรอง จำนวนทั้งสิ้น 28 ราย ประกอบด้วย

1.1 ประเภทเครื่องแต่งกายจากผ้าและเคหะสิ่งทอ ระดับดีเยี่ยม จำนวน 3 ราย ระดับดีมาก

จำนวน 11 ราย ระดับดี 8 ราย

1.2 ประเภทสบู่ ประกอบด้วย ระดับดีเยี่ยม จำนวน 1 ราย ระดับดี จำนวน 2 ราย

1.3 ประเภทเซรามิกและเครื่องปั้นดินเผา ระดับดีเยี่ยม จำนวน 3 ราย

1.4 ประเภทไม้และจักสาน ระดับดีเยี่ยม จำนวน 2 ราย

2.โครงการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) ผ่านการรับรอง จำนวนทั้งสิ้น 73 แห่ง ประกอบด้วย

2.1 โรงแรม ระดับดีเยี่ยม (G ทอง) 24 แห่ง

2.2 โรงแรม ระดับดีมาก (G เงิน) 32 แห่ง

2.3 โรงแรม ระดับดี (G ทองแดง) 17 แห่ง

3.โครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) จำนวน 115 แห่ง ประกอบด้วย

3.1 สำนักงาน ระดับดีเยี่ยม (G ทอง) 60 แห่ง
3.2 สำนักงาน ระดับดีมาก (G เงิน) 26 แห่ง

3.3 สำนักงาน ระดับดี (G ทองแดง) 29 แห่ง

ภายหลังจาการสิ้นสุดการมอบรางวัลฯ ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับฟังการอภิปราย “ทิศทางความร่วมมือ G – Green สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” โดย คุณปราชญ์ นิยมค้า กลุ่มหัตถศิลปครามทอง จังหวัดสกลนคร คุณมาริสา สุโกศล หนุนภักดี ผู้อำนวยการฝ่ายสิ่งแวดล้อม สมาคมโรงแรมไทย ผู้แทนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และดร.ไชยยศ บุญญากิจ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย พร้อมมีการจัดแสดงนิทรรศการ สินค้า และบริการจากสถานประกอบการ โรงแรมและสำนักงานที่ได้รับรางวัล และการมอบเกียรติบัตรแก่คณะกรรมการตรวจประเมินโครงการ G – Green ด้วย


จัดบูทนิทรรศการกิจกรรมเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2562

กองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม ได้เข้าร่วมจัดบูทนิทรรศการกิจกรรมเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 ณ อนุสรณ์เรือรบหลวงประแส อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นผู้จัดกิจกรรมดังกล่าว และได้รับเกียรติจาก นายสุพจน์ โตวิจักรชัยกุล รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดกิจกรรมฯ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สผ. กล่าวรายงาน และ นายอินทรีย์ เกิดมณี ปลัดจังหวัดระยอง กล่าวต้อนรับ โดยมี ผู้บริหาร ทส. หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่ นักเรียน ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานดังกล่าว จำนวน 300 คน

โดยทุกๆ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็นวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ซึ่งในปี พ.ศ. 2562 สผ. ได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลกขึ้น ภายใต้หัวข้อ “Wetlands and Climate Chang” (พื้นชุ่มน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) เพื่อเผยแพร่คุณค่า และความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงผลการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์พื้นที่ชุ่มน้ำอย่างชาญฉลาดและยั่งยืนในระดับประเทศ

ภายในงานมีการเสวนาเรื่อง “รักษ์โลก รักษ์น้ำ ลดโลกร้อน” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำในการเก็บกักคาร์บอนทั้งในต้นไม้ และในดิน ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพื้นที่ชุ่มน้ำนั้นสามารถเก็บกักคาร์บอนได้ถึง 50 ตันต่อไร่ โดยเฉพาะป่าพรุที่มีน้ำขังอยู่ตลอดเวลานั้นสามารถเก็บกักคาร์บอนได้มากที่สุด มากกว่าป่าชนิดอื่นหลายเท่าตัว ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นแหล่งดูดซับและเก็บกักคาร์บอนขนาดใหญ่ให้กับโลกของเรา ซึ่งเป็นตัวช่วยที่ทำให้อุณภูมิของโลกเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตนานาชนิด แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน จากพื้นที่ชุ่มน้ำไปทำการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และใช้ประโยชน์ที่ดินในรูปแบบอื่นๆ ทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำลดลง และระบบนิเวศถูกทำลาย คาร์บอนที่ถูกกักเก็บไว้ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ถูกปลดปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ มีส่วนทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ประกอบกับการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ทำให้ไม่มีแหล่งดูดซับและเก็บกักคาร์บอนเหล่านี้เอาไว้ โลกของเราจึงต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่รุนแรง อาทิ สึนามิ แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟป่า และพายุต่างๆ ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สิน และชีวิตของมนุษย์ไปเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น เราจึงควรหันมาให้ความสำคัญและอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำตามสามารถที่เราจะช่วยกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกป่าชายเลน การดูแลรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ให้ถูกบุกรุก การสร้างจิตสำนึกและความตระหนักให้แก่เยาวชนให้เห็นคุณค่าและเกิดความหวงแหน เพราะการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำไม่เพียงได้ประโยชน์จากการเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนเท่านั้น แต่พื้นที่ชุ่มน้ำยังเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร เป็นพื้นที่กันชนในแนวปะทะทั้งลมและคลื่น ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ตลอดจนเป็นพื้นที่นันทนาการ การท่องเที่ยวและแหล่งศึกษาวิจัยทางธรรมชาติ ดังนั้นจึงมีสโลแกนที่ว่า….

“ปลูกป่าชายเลนก็เท่ากับปลูกความมั่นคงของประเทศ”

แผนปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงาน ของกองทุนสิ่งแวดล้อม (๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๑)

Action-Plan-for-Improvement-and-Development-of-Environmental-Fund1